Make your own free website on Tripod.com

  สาระน่ารู้ 

สานฝันให้เป็นจริง

สวัสดี เพื่อนครูที่รักทุกท่าน

            ขอต้อนรับสู่การเปิดภาคเรียนใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 ซึ่งนับว่า ท่านได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอน ผ่านมาถึงครึ่งทางของปีการศึกษานี้แล้ว เรื่องที่นับว่าสำคัญ ซึ่งอยู่ในความสนใจของท่านทั้งหลายขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่อง การเตรียมพร้อมสำหรับการประเมินมาตรฐานการศึกษาจากภายนอก ซึ่งหลายคนพยายามสร้างเอกสาร หลักฐานขึ้น เพื่อรองรับการประเมินจากภายนอกโดยเฉพาะ และเพราะเรื่องดังกล่าวไม่สามารถสร้างภาพขึ้นมาเพื่อให้ผ่านการประเมินได้ ยกเว้นแต่ว่า จะดำเนินการจริงอย่างเป็นระบบ มีหลักฐานร่องรอยยืนยันการดำเนินการ ผู้เขียนจึงได้ปรึกษาหารือกับผู้รู้ รวมทั้งศึกษาหาความรู้จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เอกสารมาตรฐาน การศึกษา เพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก : ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วจึงได้เขียน จดหมายถึงท่าน ในชื่อว่า “เตรียมตัวอย่างไร……จึงจะผ่านการประเมินคุณภาพจากภายนอก” โดยได้จัดส่งจดหมายดังกล่าวมาให้ท่านได้ศึกษาพร้อมๆ กัน ในช่วงเดียวกันนี้ เพื่อโรงเรียนจะได้เตรียมการ ในกรณีที่โรงเรียนยังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย จะได้ดำเนินการให้ถูกต้องมีร่องรอยในการดำเนินการ และในกรณีที่โรงเรียนได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว ก็สามารถนำแนวคิดในจดหมายดังกล่าวไปปรับปรุงงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ท่านควรได้ศึกษาให้เข้าใจเพื่อสามารถนำไปปรับใช้ได้ หากไม่เข้าใจหรือสงสัยเรื่องดังกล่าว ท่านก็จะสอบถามได้

            ในวันนี้ อยากจะคุยกับเพื่อนครูทั้งที่เข้ารับการอบรมครูแกนนำการปฏิรูปการเรียนรู้ ในรุ่นที่ 2 หรือผู้ที่เข้ารับการอบรมในรายการ “สรรพศาสตร์ตลาดวิชา” หรือผู้ที่ไม่ได้เข้ารับการอบรมว่าท่านได้ดำเนินการไปอย่างไรบ้าง ในการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนของท่าน เพราะการที่ท่านไม่ได้เกษียณตนเองก่อนกำหนด ก็แสดงว่าท่านพร้อมแล้วที่จะปฏิรูปความคิด ปฏิรูปการปฏิบัติจากเดิมที่ท่านคุ้นเคยมาแสนนาน มาเป็นการปฏิบัติใหม่ตามแนวการปฏิรูปการเรียนรู้ คือ ต้องปฏิรูปการเรียนการสอนของตนเอง ในเรื่องนี้มีครูผู้สอนหลายคนพยายามเร่งดำเนินการ ในการจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อเสนอขอกำหนดตำแหน่งให้สูงขึ้น บางคนอยากทำ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าทำได้จริงหรือไม่ หรือไม่ทำเขาอาจจะให้เช่นเดียวกับระดับ 7 ที่เคยได้รับมาก่อน หรือบางคนสงสัยว่าเมื่อมีการจัดคนเข้าแท่งเงินเดือนแล้ว ครูที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ 2 ระดับ 7 และครูที่ดำรงตำแหน่ง อาจารย์ 3 ระดับ 8 ก็จะอยู่ในแท่งเดียวกัน คือ ในแท่งที่ 2 แท่งความชำนาญการ อาจารย์ 2 ระดับ 7 ก็จะมีผลพลอยได้ คือรับเงินเดือน เท่ากันกับครูที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ 3 ได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือเงินอื่นที่อาจารย์ 3 ได้รับ ด้วยความเชื่อในคำเล่าลือ หรือข่าวสารดังกล่าว จึงทำให้ครูไม่คิดที่จะพัฒนางานให้เป็นผลงานทางวิชาการ เพื่อเสนอขอกำหนดตำแหน่งให้สูงขึ้น เรื่องนี้ ขอชี้แจงว่าคงเป็นไปได้ยาก เพราะหากเราไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีผลงานที่ชัดเจน ครูต้องมีผลการสอน คือ สอนด้วยกระบวนการอย่างไร เกิดผลต่อเด็กอย่างไร มีการรายงานผลเชิงวิจัยให้ปรากฏ เขาก็อาจประเมินให้อยู่ด้วยกันได้ แต่หากท่านไม่มีอะไรแสดงให้เขาเห็นชัดเจนหรือปรากฏร่องรอยการพัฒนา ก็คง ไม่สามารถจะไปอยู่ในที่เดียวกันหรือแท่งเดียวกันได้ นั่นคือ ถ้าเขาจะให้อยู่ในแท่งเดียวกัน ก็ต้องมีการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด

            ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว การจัดทำผลงานทางวิชาการ เพื่อขอกำหนดตำแหน่งให้ สูงขึ้น เช่น เป็นอาจารย์ 3 จึงยังจำเป็นยังต้องดำเนินการอยู่ เพราะถึงแม้จะต้องได้รับ การประเมินเข้าสู่แท่งเงินเดือนใหม่ก็ตาม ท่านก็จะต้องดำเนินการตามแนวนี้เช่นกัน คือ ครูต้องศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อวิเคราะห์ว่า หลักสูตรกำหนดให้ดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เด็กพัฒนาขึ้นอย่างไร หลังจากนั้น ศึกษาสภาพของท้องถิ่น และความต้องการของท้องถิ่น ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับท้องถิ่น ก็จะได้หัวเรื่องที่จะนำมาจัดการเรียนการสอน จากนั้น จัดทำเป็นผังความคิดย่อยๆ ลงไป เป็นการกำหนดการสอนหรือโครงการสอน แล้วหลังจากนั้นไปแสวงหาวิธี/แนวทาง ที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน วางแผนการสอนจากโครงการสอน หรือกำหนดการสอน โดยเขียนแผนการสอนตามที่จะสอนจริง ดังนั้นกิจกรรมในแผนการสอน ต้องเป็นกิจกรรมที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ คือ ให้นักเรียนได้คิด ได้วางแผนร่วมกัน ได้ลงมือปฏิบัติตามที่ได้วางแผนร่วมกันซึ่งเป็นการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ได้ประเมินผลการปฏิบัติร่วมกัน ได้สรุปความรู้ร่วมกัน ทั้งได้ชื่นชมผลการทำงานของตนเอง นอกจากนั้นครูต้อง จัดเตรียมสื่อการเรียนการสอนเน้นสื่อที่เป็นสื่อในท้องถิ่น และต้องจัดทำเครื่องมือวัดและประเมินผลการสอนให้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอนและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ในครั้งนั้นๆ เครื่องมือวัดผลต้องสามารถวัดได้ทุกด้าน ทั้งด้าน ความรู้ความเข้าใจ ด้านทักษะ ด้านจิตพิสัย จึงต้องวัดผลตามสภาพที่แท้จริง และเมื่อจะจัดการเรียนการสอน ครูก็จะจัดการเรียนการสอนตามแผนการสอนทั้งหมดที่ได้จัดเตรียมไว้ เมื่อนักเรียนได้เรียนตามลำดับในแผนการสอนที่กล่าวนี้ ก็จะทำให้เขาได้เรียนตามกระบวนการเรียนรู้ที่จัดเตรียมไว้ ครูจะเป็นเพียงผู้คอยกระตุ้นด้วยคำถาม เพื่อให้ผู้เรียนได้คิด ลงมือทำตามที่คิด คอยให้การเสริมแรง รวมทั้งเสริมต่อให้เขาได้พัฒนามากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นครูก็จะได้ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน ด้วยเครื่องมือที่ได้จัดเตรียมไว้ เมื่อกิจกรรมการเรียน การสอนสิ้นสุดลงในแต่ละแผนการสอน ครูต้องบันทึกผลการสอนไว้ท้ายแผนการสอน เพื่อดูว่านักเรียนแต่ละคนมีผลการเรียนเป็นอย่างไร ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ มีผลการเรียนการสอนแต่ละด้านเป็นอย่างไร มีผลงานเป็นอย่างไร ทำนองเดียวกันถ้าพบว่านักเรียนมีข้อบกพร่อง ในเรื่องใด ครูก็สามารถจัดทำสื่อ นวัตกรรมขึ้นให้สอดคล้องกับปัญหาที่พบ แล้วนำไปฝึกหรือเสริมเพื่อแก้ปัญหานักเรียนแต่ละเรื่อง ในแผนการสอนต่อไป ส่วนเครื่องมือวัดผลครูต้อง จัดทำไว้อย่างเป็นระบบ แล้วนำผลที่ได้จากการประเมินไปบันทึกไว้เป็นหลักฐาน หรือลงประเมินในจุดประสงค์ย่อย ที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้หรือการวัดผลในครั้งนั้นๆ รวมทั้งครูควรเก็บผลการประเมินด้วยวิธีต่างๆ ไว้ด้วย ผลงานของนักเรียนหากครูต้องการ เก็บไว้อ้างอิง ควรนำไปถ่ายเอกสารเข้าแฟ้มเจาะไว้

            อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของครูที่คิดจะทำผลงานทางวิชาการ เพื่อขอกำหนดตำแหน่งเป็นอาจารย์ 3 ถ้าลองถามครูทุกคนว่า อยากเป็นอาจารย์ 3 หรือไม่ ผู้เขียนตอบแทนท่านเหล่านั้นได้เลยว่าอยากเป็น แต่ที่ไม่สามารถจัดทำได้ เพราะสอนไม่ตรงกับแผนการสอนที่เขียนไว้ หรืออาจไม่ได้จัดทำแผนการสอน แต่เมื่อจะสอนก็จะสอนตามความเคยชินผลการจัด การเรียนการสอนที่ได้ จึงไม่สอดคล้องกับแผนการสอน หรือไม่ปรากฏในแผนการสอน ในเรื่องนี้ผู้เขียนเคยคุยกับครูหลายคนหลายครั้งแล้วว่า แผนการสอนนั้นถ้าไม่นำไปใช้สอนจริง ก็ไม่ต้องจัดทำ เพราะเปลืองหมึก เปลืองสมุด และเปลืองเวลาในการจัดทำ และถ้าท่านคิดว่าจะทำไว้สำหรับรองรับการประเมินมาตรฐานจากภายนอก ก็ขอเรียนว่าท่านอย่าทำดีกว่า เพราะการประเมินฯ นั้น ท่านต้องแสดงให้เห็นว่าท่านนำไปใช้ในการสอนจริง เห็นร่องรอย สามารถรายงานผลการดำเนินงานเชิงวิจัยได้ แต่เท่าที่ผู้เขียนพบปรากฏว่าครูมักเขียนแผนการสอน ไม่ตรงกับที่สอน จึงไม่สามารถเขียนรายงานได้ และถ้ามีการประเมินก็มีผลการดำเนินงานไม่ครบ เป็นระบบ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ ท่านจะผ่านการประเมินได้หรือไม่ ลองพิจารณาแล้วท่านจะตัดสินได้เอง

            ในเรื่องการจัดทำอาจารย์ 3 มีหลายคนไม่สนใจ และมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการจัดทำผลงานทางวิชาการ เห็นว่าบางคนไม่ได้จัดการเรียนการสอนจริง แต่จัดทำผลงานทางวิชาการ หรือบางคนไปลอกเลียนผลงานทางวิชาการของคนอื่นมาเป็นของตน หรือเห็นว่าบางคนไม่สอนแต่เอาเวลาไปทำผลงานทางวิชาการ ฯลฯ แต่แท้ที่จริง คนที่จะทำผลงานจนประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างจริงจัง หน้าที่ของครูคือ การจัดการเรียนการสอน หน้าที่ของผู้บริหารคือ การบริหารจัดการตามภารกิจ มีหลายคนสงสัยว่า ทำไมผู้เขียนจึงกระตุ้น ยั่วยุ ให้ครูและผู้บริหารจัดทำผลงานทางวิชาการ เหตุผลก็คือ ถ้าครูจัดการเรียนการสอนจริง และเป็นการสอนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตลอด 1 ภาคเรียนหรือตลอดปีการศึกษา เก็บผลการสอนมารายงานว่า ทำอย่างไรกับนักเรียน คือ จัดการเรียนการสอนอย่างไร (ปรากฏในแผนการสอน) เกิดผลต่อนักเรียนอย่างไร (จะปรากฏจากการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง แสดงการพัฒนาการทั้ง พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย) แล้วจึงนำมาเขียนรายงานดังได้กล่าวแล้วข้างต้น และถ้าครูจัดการเรียนการสอนจริงตามรายละเอียดที่กล่าวแล้ว ทำให้เกิดผลได้จริง คือ เด็กได้เรียนรู้ตามกระบวนการเรียนการสอน และมีพัฒนาการทั้ง 3 ด้าน คือ มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการปฏิบัติ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความสุข ในการเรียนรู้ สามารถสร้างองค์ความรู้ร่วมกันได้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามที่หลักสูตรกำหนด ถ้าท่านจัดการเรียนการสอนได้ตามที่กล่าวนี้ ท่านก็จะทำผลงานทางวิชาการได้ ไม่ยากเลย

            อีกประการหนึ่ง ครูผู้สอนบางคนอยากทำผลงานทางวิชาการแต่ไม่ได้ศึกษาแนวทางการจัดทำที่ถูกต้อง มักไปมุ่งเน้นการพัฒนาสื่อ หรือนวัตกรรม แล้วนำนวัตกรรม/สื่อไปใช้นอกเวลาเรียน เสร็จแล้วก็รายงานผลการพัฒนานวัตกรรม/สื่อ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้ขอหรือผู้จัดทำผลงาน เช่น ผลงานไม่ได้รับอนุมัติ หรือต้องแก้ไขผลงานทำให้เสียเวลา เสียกำลังใจ และเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ผู้เขียนจึงขอย้ำว่า ใครก็ตามถ้าจะนำเสนอผลงานเพื่อขอกำหนดตำแหน่งให้สูงขึ้น แต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจหลัก เมื่อเสนอผลงานจะไม่สามารถผ่านการประเมินได้ หรือผลงานจะไม่ได้รับการอนุมัติ เช่น ผู้ที่เสนอ ผลงานเป็นศึกษานิเทศก์ แต่ไม่ได้ทำงานตามภารกิจ คือ นิเทศการศึกษา หรือนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน แต่ไปจัดทำผลงานของครู เช่น พัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย เขียนแผนการสอน จัดทำแบบฝึกเสริมทักษะแล้วนำไปให้ครูสอน หรือนำไปสอนเอง และเก็บผลการพัฒนาการเรียนการสอนแบบเดียวกันกับครู แล้วเขียนรายงานผลการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย ส่งขอกำหนดตำแหน่งเป็นศึกษานิเทศก์ 8 หรือ ศึกษานิเทศก์ 9 ถ้าเป็นแบบนี้ ผลงานของศึกษานิเทศก์ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติ เพราะศึกษานิเทศก์ไปทำหน้าที่ของครู คือ ไปจัดการเรียนการสอนแทนครู จึงทำให้ผลงานไม่ได้รับการอนุมัติ แต่ถ้าศึกษานิเทศก์ ดำเนินการนิเทศครูตามภารกิจหลัก โดยนิเทศช่วยเหลือครูในการแก้ไขปัญหาการเรียน การสอน ด้วยวิธีการต่างๆ อย่างเป็นระบบแล้วจึงรายงานผลการนิเทศส่งเพื่อขอกำหนดตำแหน่งให้เป็น ศึกษานิเทศก์ 8 หรือศึกษานิเทศก์ 9 ได้

            ดังนั้น ผลงานของครูต้องเห็นกระบวนการพัฒนาเด็ก ครูต้องมีแผนการทำงาน นั่นคือ มีแผนการสอนที่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กล่าวแล้วข้างต้น นำแผนไปพัฒนาการเรียนการสอน จัดทำสื่อ/นวัตกรรมแก้ไขตามสภาพปัญหาที่พบในการจัดการเรียนการสอนตามปกติ เก็บผลการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เครื่องมือวัดผล ตามที่กล่าวแล้วเช่นกัน และขอย้ำว่า ผลงานของครูต้อง ฉายภาพกระบวนการพัฒนางาน ให้เห็นภาพว่า “ทำอย่างไร” และ “เกิดผลต่อเด็กอย่างไร” แต่ไม่ใช่ทำเพราะคิดอยากทำผลงาน อยากเป็นอาจารย์ 3 ต้องศึกษาก่อนว่านักเรียนที่เรารับผิดชอบมีปัญหาอะไร อย่างไร ในการเรียนการสอน วิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง แล้วจึงไปแสวงหาวิธีการที่จะพัฒนาเขา นำมาวางแผนพัฒนา ดำเนินการพัฒนา เก็บผลการพัฒนา รายงานผลการพัฒนา แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พบว่านักเรียนมีปัญหาด้านใดก็ตาม แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกลงไป ก็จะพบว่าอยู่ที่กระบวนการจัดการเรียนการสอนของครู ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องดำเนินการตามวิธีที่กล่าวแล้วอยู่นั่นเอง และถ้าครูทำจริง สอนจริงดังข้างต้น ก็คงไม่มีใครตำหนิว่า ใช้เวลาในการสอนไปจัดทำผลงานทางวิชาการ และการทำงานดังกล่าวจะส่งผลต่อการพัฒนาเด็กเป็นอย่างดี ทำให้เด็กเป็นคนที่สมบูรณ์ ช่วยเหลือตนเองได้ ช่วยเหลือสังคมได้ อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามที่หลักสูตรกำหนด นี่คือผลงานที่แท้จริงของครู เมื่อครูมีผลจากการทำงาน ครูก็น่าที่ได้รับรางวัลจากการปฏิบัติของตนเอง เพื่อเสนอขอกำหนดตำแหน่งให้สูงขึ้นได้ต้องขอยุติการพูดคุยแค่นี้ก่อน อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่า มีปัญหาเกี่ยวกับ การปฏิบัติงานตามภารกิจ ให้สอบถามได้ เพราะผู้เขียนเป็นห่วงและอยากช่วยเหลือท่าน จึงไม่ต้องเกรงใจ ท่านสามารถสอบถามได้เสมอ และท้ายสุดนี้ ขอย้ำว่าอย่าลืมอ่านจดหมาย เกี่ยวกับการเตรียมตัวรับการประเมินจากภายนอก ซึ่งผู้เขียนได้จัดส่งมาให้ทุกโรงเรียนๆ ละ หลายชุด เพราะทางโรงเรียนจะสามารถแจกจ่ายให้ผู้บริหาร และครูทุกคนได้อ่าน แล้วนำไปเป็นแนวทางในการ ร่วมคิดร่วมทำตั้งแต่ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 5 ถ้าท่านสามารถดำเนินการได้ครบทุกขั้นตอนได้อย่างเหมาะสม ท่านก็จะสามารถผ่านการประเมินได้โดยไม่ยาก แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า

ด้วยความระลึกถึงและปรารถนาดี

อัมพร เรืองเดช

ศึกษานิเทศก์ สปอ.เมืองน่าน


Home  |  ประวัติโรงเรียน  |  บุคลากร  | ผลงานที่ภูมิใจ | นักเรียนหอพัก